Tuesday, January 1, 2008

จูฬโสดาบัน

จูฬโสดาบัน​ ๑ ( ​กัลยาณปุถุชน​ผู้​แทงตลอดลำ​ดับแห่งนามรูปปริ​เฉทญาณ​ ​ที่​ ๑ ​ถึง
​ลำ​ดับโคตรภูญาณที่​ ๑๓ ​ตามสมควร)
มหา​โสดาบัน​ ๑ ( ​อริยบุคคล​ผู้​แทงตลอด​ใน​ลำ​ดับแห่งญาณ​ ๑๖ ​โดย​สมบูรณ์​ )

ใน​บรรดา​โสดาบันบุคคล​ทั้ง​ ๒ ​ประ​เภทนี้

๑. ​จูฬโสดาบันย่อมปิดอบายภูมิ​ไว้​ได้​ ๑ ​ชาติบ้าง​ ๒ ​ชาติบ้าง​ ๓ ​ชาติบ้าง​ ​ตามสมควรแก่
​กำ​ลังแห่งอินทรีย์​ ๕ ​ของแต่ละบุคคล
​กล่าวคือ
จูฬโสดาบัน​ ​ผู้​มีสัทธินทรีย์​แก่กล้าย่อมปิดอบายภูมิ​ไว้​ได้​อย่างน้อย​ ๑ ​ชาติ​ ​เป็น​เบื้องต้น
จูฬโสดาบัน​ ​ผู้​มีวิริยินทรีย์​แก่กล้าย่อมปิดอบายภูมิ​ไว้​ได้​มากชาติกว่า​ ​สัทธิทรีย์​ !
จูฬโสดาบัน​ ​ผู้​มีสตินทรีย์​แก่กล้าย่อมปิดอบายภูมิ​ไว้​ได้​มากชาติกว่า​ ​วิริยินทรีย์​ !
จูฬโสดาบัน​ ​ผู้​มีสมาธินทรีย์​แก่กล้าย่อมปิดอบายภูมิ​ไว้​ได้​มากชาติกว่า​ ​สตินทรีย์​ !
จูฬโสดาบัน​ ​ผู้​มีปัญญินทรีย์​แก่กล้าย่อมปิดอบายภูมิ​ไว้​ได้​มากชาติกว่า​ ​สมาธิทรีย์​ !

๒. ​มหา​โสดาบันย่อมปิดอบายภูมิ​ได้​โดย​เด็ดขาด​ ​กล่าวคือ​ ​ไม่​หวนกลับไปบังเกิด
​ใน​ ​อบาย​ ( ​เดรัจฉาน​ ) , ​ทุคติ​ ( ​เปรต​ ) , ​วินิบาต​ ( ​อสุรกาย​ ) , ​นิรยะ​ ( ​นรก​ )
​เหตุนี้​ ​มหา​โสดาบัน​จึง​ได้​นามว่า​ ​"​ผู้​ข้ามโคตร​แล้ว"​ ​เพราะ​ ​ย่อม​ไม่​หวนกลับไป
​สู่​ " ​เหฏฐิมสงสาร​ " ​อัน​เป็น​สงสารเบื้องต่ำ​ของภูมิปุถุชนอีกต่อไป

จาก​พระอภิธัมมัตถสังคหะ​ ​ปริ​เฉทที่​ ๑ ​อภิธรรมมูลนิธิ
พระ​โสดาบันจำ​แนก​ได้​ ๓ ​พวก

๑. ​เอกพิชี​โสดาบัน​ ​เป็น​พระ​โสดาบันที่มีพืชกำ​เนิดอีกเพียงหนึ่งคือ​ ​พระ​โสดาบัน​ผู้​นั้น​จะ​ต้อง​ปฏิสนธิ​เป็น​มนุษย์​หรือ​เทวดาอีกชาติ​เดียวก็บรรลุอรหัตตผล

๒.​โกลังโกลโสดาบัน​ ​คือพระ​โสดาบัน​ผู้​ต้อง​ปฏิสนธิ​เป็น​มนุษย์​หรือ​เทวดาอีก​ ​ใน​ระหว่าง​ ๒ ​ถึง​ ๖ ​ชาติ​ ​จึง​จะ​บรรลุอรหัตตผล

๓.​สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน​ ​คือพระ​โสดาบัน​ผู้​ต้อง​ปฏิสนธิอีก​ถึง​ ๗ ​ชาติ​ ​จึง​จะ​บรรลุอรหัตตผล

ที่​แตกต่าง​กัน​เช่นนี้​ ​เป็น​เพราะ​อินทรียแก่กล้า​ไม่​เท่า​กัน​ ​จึง​ทำ​ให้​ความ​มุ่งมั่น​ใน​การบรรลุอรหัตตมัคคอรหัตตผล​ใช้​เวลานาน​ไม่​เท่า​กัน​ไป​ด้วย​ ​แต่อย่างไรก็ดีพระ​โสดาบันก็​ไม่​ต้อง​ปฏิสนธิ​ใน​ชาติที่​ ๘ ​เพราะ​แม้​จะ​เป็น​ผู้​เพลิดเพลินมี​ความ​ประมาท​อยู่​บ้าง​ ​ก็​ต้อง​บรรลุอรหัตตผล​ใน​ชาติที่​ ๗ ​แน่นอน

​แต่​ยัง​มีพระอริยโสดาบันอีกประ​เภทหนึ่ง​ ​ที่​ไม่​นับรวม​อยู่​ใน​พระอริยโสดาบัน​ ๓ ​ประ​เภทที่กล่าวมา​นั้น​ ​
พระอริยโสดาบันประ​เภทนี้​เรียกว่า​ “ ​วัฏฏาภิรตโสดาบัน​ “ ​เป็น​อริยโสดาบันที่มีอัธยาศัย​ยัง​ยินดีพอใจ​ใน​วัฏฏะ​ ​
ปรารถนาที่​จะ​เที่ยวปฏิสนธิ​ไป​ใน​เทวโลก​ทั้ง​ ๖ ​ชั้นตลอดไปจน​ถึง​ ​อกนิฏฐภพ​ ​ดังปรากฏ​ใน​บุคคลบัญญัติอรรถกถาว่า

ยัง​มีพระ​โสดาบันบางจำ​พวกมีอัธยาศัยยินดีพอใจ​ใน​วัฏฏะท่องเที่ยวไปปรากฏ​ใน​วัฏฏะบ่อยๆ​ ​ชนเหล่า​นั้น​คือ​ ​อนาถบิณฑิกเศรษฐี​ ​วิสาขาอุบาสิกา​ ​จูฬรัตถเทพบุตร​ ​มหารัตถเทพบุตร​ ​อเนกวรรณเทพบุตร​ ​ท้าวสักกเทวราช​ ​นาคทัตตเทพบุตร​ ​ท่านเหล่านี้​ ​ยัง​มีอัธยาศัยยินดีพอใจ​ใน​วัฏฏะ​ ​กระทำ​เทวโลก​ทั้ง​ ๖ ​ให้​หมดจด​ ​ตั้งแต่​เริ่มต้น​แล้ว​ ​ก็​จะ​ดำ​รง​อยู่​ใน​ ​อกนิฏฐภพ​ ​จึง​จะ​ปรินิพพาน​ ​พระ​โสดาบันเหล่านี้​ ​ท่าน​ไม่​ประมวล​เข้า​ใน​สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน
(พระอภิธัมมัตถสังคหะ​ ​ปริ​เฉทที่​ ๑ ​ตอนที่​ ๒ ​จิตปรมัตถ์​ ​หน้า​ ๘๕ ​ของอภิธรรมมูลนิธิ​)

....................................................

สรุป

จูฬโสดาบัน​ ​คือ​ ​กัลยาณปุถุชน​ผู้​แทงตลอดลำ​ดับแห่งนามรูปปริ​เฉทญาณ​ ​ที่​ ๑ ​ถึง​ ​ลำ​ดับโคตรภูญาณที่​ ๑๓ ​ตามสมควร
(​ยัง​ไม่​เป็น​ ​อริยบุคคล​ ​ปิดอบายภูมิ​ไม่​ได้​อย่างถาวร)

วัฏฏาภิรตโสดาบัน​ ​เป็น​อริยโสดาบันที่มีอัธยาศัย​ยัง​ยินดีพอใจ​ใน​วัฏฏะ​ ​(​เป็น​พระอริยบุคคล​ ​ปิดอบายภูมิ​ได้​ ) ​เช่น​ ​อนาถบิณฑิกเศรษฐี​ ​วิสาขาอุบาสิกา​ ​จูฬรัตถเทพบุตร​ ​มหารัตถเทพบุตร​ ​อเนกวรรณเทพบุตร​ ​ท้าวสักกเทวราช​ ​นาคทัตตเทพบุตร

.....................................................


​ภพภูมิ​เป็น​เรื่องของวิบาก​หรือ​ผลของกรรมที่​จะ​พา​ให้​ผู้​นั้น​ไปเกิด​เป็น​อะ​ไรต่างๆ​ "

ใน​พระพุทธศาสนา​ ​เรียกว่า​ " ​ฐานภูมิ​ " ( ​อ่านว่า​ ​ฐา​ - ​นะ​ - ​ภูมิ​ ) ​ครับ​ !



"...​ภูมิจิตภูมิธรรม​ เป็น​คุณลักษณะของจิต​ "

ใน​พระพุทธศาสนา​ ​เรียกว่า​ " ​อาวัตฐานภูมิ​ " ( ​อ่านว่า​ ​อา​-​วัต​ - ​ฐา​ - ​นะ​ - ​ภูมิ​ )

Saturday, December 29, 2007

เมื่อผมถูกด่า...

เคยมีพราหมณ์คนหนึ่งด่าว่าพระพุทธเจ้าอย่างหยาบคาย​ ​รุนแรง​ ​พระพุทธเจ้ารับฟัง​ด้วย​อาการสงบ​ ​ไม่​โต้ตอบเลยแม้สักคำ​เดียว​ ​จนพราหมณ์ด่าว่าจบ​(​ไม่​รู้ว่า​เพราะ​หมดแรงซะก่อน​หรือ​เปล่า) ​พระพุทธเจ้า​จึง​กล่าวถามพราหมณ์ว่า​ "พราหมณ์​ ​ถ้า​มี​แขกมาบ้านท่าน​ ​ท่านก็ต้อนรับ​ด้วย​อาหารคาว​-​หวาน​ ​แต่​แขกที่มา​นั้น​ไม่​กินอาหารที่ท่านนำ​มาต้อนรับเลย​ ​แล้ว​กลับไป​ ​อาหาร​นั้น​จะ​เป็น​ของใคร" ​พราหมณ์ตอบว่า​ "ก็​เป็น​ของข้า​ผู้​เป็น​เจ้าของบ้านน่ะซิ​" ​พระพุทธเจ้า​จึง​บอกแก่พราหมณ์ว่า​ "ก็​เหมือน​กัน​พราหมณ์​ ​สิ่งที่ท่านต้อนรับเรา​ด้วย​คำ​ด่าว่า​ทั้ง​หลายนี้​ ​เรา​ไม่​ขอรับ" ​พราหมณ์​เกิดสำ​นึกผิด​ ​ที่กล่าวด่าว่าต่อ​ผู้​ที่มีคุณธรรมสูง​ ​ควรที่​จะ​ให้​ความ​เคารพนับถือ​ ​จึง​ก้มลงกราบพระพุทธเจ้าอย่างนอบน้อม​



คำ​ด่า​ ​ดีอย่างไร สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม และมีโยโสมนสิการ

1. ​ทดสอบตนเอง
พิจารณาดูว่า​ ​ขณะ​เราถูกด่า​ ​เกิดการกระทบ​ ​เรา​ยัง​มีอาสวะคือ​ ​ความ​โกรธ​ ​หรือ​ไม่
บางคนหลงคิดว่าเราไปถึงขั้นไหนๆแล้ว
นั่งสมาธินิ่งจิตสงบเหลือเกิน
นึกว่าตนเอง​ ​ไม่​มีราคะ​ ​โทสะ​ ​โมหะ
เจอคนด่าปัง​ ​เกิดโมโห​ขึ้นมาปั๊บ
แสดงว่า​ ยังต้องปรับปรุง

พิจารณารู้ตัวว่า​ตนมีอาการอย่างไร โมโหอย่างไร
เริ่มโมโหตรงไหน และตรงไหนที่ทำให้อารมณ์ตนเองคุคั่งไม่เลิก
หรือถ้าตั้งสตินึกได้เร็ว หรือเห็นแล้วว่าลดทอนเบากว่าเดิม
ก็ถือเสียว่าก้าวหน้าขึ้นบ้าง แต่ก็ต้องปรับปรุงต่อไป


2. ​พิจารณาตนเอง
ได้ถือโอกาสตรวจดูว่า​ ​เรามีพฤติกรรมอะ​ไรควรปรับปรุง
มีอาการอย่างไรจาก​การบริภาษ​ ​เหล่า​นั้น

บางอย่างในยามปกติเราไม่เคยมีอาการ
แต่พอมีอะไรสะกิดให้อารมณ์ฟุ้งขึ้นมาได้
เราก็ได้เห็นตัวเรา ธรรมชาติของตัวเรามากขึ้น
ยิ่งสังเกตมากยิ่งรู้จักตัวเองตามสภาพความเป็นจริง
ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในทางธรรม
ได้รู้ว่าละอะไรได้บ้าง ละอะไรไม่ได้บ้าง


3. ​รู้​ผู้​อื่น
พิจารณาที่​เขา​ บริภาษ​ ​เรา​อยู่​นั้น จะได้เห็นว่าเขา​มีภูมิจิตภูมิธรรมอย่างไร
ยิ่ง​พิจารณา​ให้​ดี​จะ​มีประ​โยชน์​ยิ่ง
บางครั้งถ้าตั้งจิตพิจารณาดีดีจะรู้สึกสงสารเขา
คนเราบางทีมีโอกาสไม่เท่ากัน ยิ่งเห็นภูมิจิตภูมิธรรมของคน
จะยิ่งรู้สึกว่าเราโชคดีนักที่ได้พิจารณาเห็นธรรมที่เขาไม่เห็น
ยิ่งสังเวชโลก ยิ่งตั้งใจปฏิบัติธรรม

4. ​มีพุทธพจน์ ทรงตรัสสอนไว้ว่า..

น​ ​เต​ ​อหํ​ ​อานนฺท​ ​ตถา​ ​ปรกฺกมิสฺสามิ
อานนท์​ ​เราจัก​ไม่​พยายามทำ​กะพวกเธอ​ ​อย่างทะนุถนอม
ยถา​ ​กุมฺภกา​โร​ ​อามเก​ ​อามกมตฺ​เต
เหมือนพวกช่างหม้อ​ ​ทำ​แก่หม้อ​ ​ที่​ยัง​เปียก​ ​ยัง​ดิบ​อยู่
นิคฺคยฺหนิคฺคยฺหาหํ​ ​อานนฺท​ ​วกขามิ
อานนท์​ ​เราจักขนาบ​แล้ว​ ​ขนาบอีก​ ​ไม่​มีหยุด
ปวยฺหปวยฺหาหํ​ ​อานนฺท​ ​วกฺขามิ
อานนท์​ ​เราจักชี้​โทษ​แล้ว​ ​ชี้​โทษอีก​ ​ไม่​มีหยุด
โย​ ​สา​โร​, ​โส​ ​ฐสฺสติ
ผู้​ใด​มีมรรคผลแก่นสาร​ ​ผู้​นั้น​จักทน​อยู่​ได้​ (ม​. ​อุ​. 14/356)


​นิธีนํว​ ​ปวตฺตารํ​ ​ยํ​ ​ปสฺ​เส​ ​วชฺชทสฺสินํ
นิคฺคยฺหวาทึ​ ​เมธาวึ​ ​ตาทิสํ​ ​ปณฺฑิตํ​ ​ภเช
คนเรา​ ​ควรมอง​ผู้​มีปัญญา​ใดๆ​ ​ที่คอยชี้​โทษ​ ​คอยกล่าว
คำ​ขนาบ​อยู่​เสมอไป​ ​ว่าคน​นั้น​แหละ​ ​คือ​ผู้​ชี้ขุมทรัพย์​,
ควรคบบัณฑิตที่​เป็น​เช่น​นั้น
ตาทิสํ​ ​ภชมานสฺส​ ​เสยฺ​โย​ ​โหติ​ ​น​ ​ปาปิ​โย
เมื่อคบหา​กับ​บัณฑิตชนิด​นั้น​อยู่​ ​ย่อมมี​แต่ดีท่า​เดียว​ ​ไม่​มี​เลวเลย​. (ขุ​. ​ธ​. 25/16 )

5. อย่าลืมน้อมตัวอย่างของพระพุทธเจ้า ที่นำมากล่าวข้างต้น

หลังจากนี้ เราจะฟังคำด่าด้วยโยนิโสมนสิการ และรู้สึกเหมือนเข้าสนามทดสอบรถฟอร์มูล่าวัน

เจริญในธรรมครับ

Thursday, December 13, 2007

Dusit hotel : Pattaya

อุปมาขันธ์

เผณปิณฑสูตร (ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕) <<<

[๒๔๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้อยุชฌบุรี.
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคานี้ พึงนำกลุ่มฟองน้ำใหญ่มา
บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณากลุ่มฟองน้ำใหญ่นั้น โดยแยบคาย
เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
กลุ่มฟองน้ำนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่าหาสาระมิได้เลย
สาระในกลุ่มฟองน้ำ พึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ภิกษุย่อมเห็นเพ่ง พิจารณารูปนั้นโดยแยบคาย เมื่อภิกษุนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
รูปนั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้
สาระในรูปพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน.

[๒๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเมล็ดหยาบตกอยู่ในสรทสมัย
ฟองน้ำในน้ำ ย่อมบังเกิดขึ้นและดับไป
บุรุษผู้มีจักษุ พึงเห็น เพ่ง พิจารณาฟองน้ำนั้นโดยแยบคาย
เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
ฟองน้ำนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย
สาระในฟองน้ำนั้นพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด.

เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาเวทนานั้นอยู่โดยแยบคาย เมื่อภิกษุนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
เวทนานั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้
สาระในเวทนาพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน.

[๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนยังอยู่
พยับแดด ย่อมเต้นระยิบระยับในเวลาเที่ยง
บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณา พยับแดดนั้นโดยแยบคาย
เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
พยับแดดนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย
สาระในพยับแดดพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด.

สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาสัญญานั้นอยู่โดยแยบคาย เมื่อภิกษุนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
สัญญานั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้
สาระในสัญญาพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน.

[๒๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้มีความต้องการด้วยไม้แก่น
เสาะหาไม้แก่น เที่ยวแสวงหาไม้แก่นอยู่ ถือเอาจอบอันคม พึงเข้าไปสู่ป่า
บุรุษนั้นพึงเห็นต้นกล้วยใหญ่ ตรง ใหม่ยังไม่เกิดแก่นในป่านั้น
พึงตัดโคนต้นกล้วยนั้นแล้วจึงตัดปลาย แล้วจึงปอกกาบใบออก
บุรุษนั้นปอกกาบใบออก ไม่พึงได้แม้กระพี้ในต้นกล้วยใหญ่นั้น จะพึงได้แก่นแต่ที่ไหน
บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย ซึ่งต้นกล้วยใหญ่นั้น
เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
ต้นกล้วยใหญ่นั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาแก่นมิได้
แก่นในต้นกล้วยพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด.

สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯอยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาสังขารนั้นโดยแยบคาย เมื่อภิกษุนั้นเห็นเพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
สังขารนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้
สาระในสังขารทั้งหลายพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกันแล.

[๒๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักเล่นกลหรือลูกมือนักเล่นกล พึงแสดงกลที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง
บุรุษผู้จักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณากลนั้นโดยแยบคาย
เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
กลนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้
สาระในกลพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด.

วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย เมื่อภิกษุเห็น เพ่งพิจารณาวิญญาณนั้นโดยแยบคาย
วิญญาณนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้
สาระในวิญญาณพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกันแล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขาร ทั้งในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้।

.......................................................................................

Sunday, November 25, 2007

เทคนิคการ​ค้น​หา​​ใน​ google

เทคนิคการ​ค้น​หา​เพลง​ใน​ google

ไปเจอบท​ความ​ดีๆ​ ​เกี่ยว​กับ​การหา​เพลงบน​ google
​เลยเก็บมา​ไว้​เผื่อ​เป็น​ประ​โยชน์
​ยัง​ไงก็สนับสนุนผลงานของแท้นะครับ
​เพื่อ​เป็น​กำ​ลังใจ​ให้​ศิลปินเค้าครับ​..
(1) “parent directory ” /appz/ -xxx -html -htm -php -shtml -opendivx -md5 -md5sums
(2) “parent directory ” DVDRip -xxx -html -htm -php -shtml -opendivx -md5 -md5sums
(3) “parent directory “Xvid -xxx -html -htm -php -shtml -opendivx -md5 -md5sums
(4) “parent directory ” Gamez -xxx -html -htm -php -shtml -opendivx -md5 -md5sums
(5) “parent directory ” MP3 -xxx -html -htm -php -shtml -opendivx -md5 -md5sums
(6) “parent directory ” Name of Singer or album -xxx -html -htm -php -shtml -opendivx -md5 -md5sums

หมายเหตุ​ ​ให้​คุณเปลี่ยน​ ​คำ​ที่ตามหลัง​ parent directory ​เช่น​ MP3 Gamez appz DVDRip ​เป็น​สิ่งที่คุณอยาก​ได้​ ​แล้ว​ก็​ค้น​หา​ ​คุณ​จะ​พบ​กับ​ ​ความ​มหัศจรรย์​ใน​ Google
2.​วิธีที่สอง​ ​พิมพ์คำ​ต่อไปนี้​ใน​ Google
?intitle:index.of? mp3
​จาก​นั้น​แค่​เพิ่มชื่อ​ ​เพลง​ ​อัลบั้ม​ ​นักร้อง​ ​ลงไป​ ​เช่น​ ?intitle:index.of? mp3 myfavoritesongs
3.​วิธีที่สาม​ ​พิมพ์คำ​ต่อไปนี้​ใน​ Google
inurl:micr0s0f filetype:iso

จาก​นั้น​ ​ก้อเปลี่ยน​ ​คำ​ว่า​ micr0s0f ​กับ​คำ​ว่า​ iso ​เป็น​คำ​ที่คุณ​ต้อง​การ​ ​เช่น​ inurl:myc0mpany filetype:zip

Topic: ​การ​ใช้​ Google ​หา​ Program & MP3
​แหล่งอ้างอิง​ : http://www.projectw.org/viewtopic.php?t=1484

01. ​ไปที่​ www.google.com

02. ​ใน​ช่อง​ใส่​ข้อ​ความ​ให้​ใส่​แบบตัวอย่าง​ ​เช่น​ ​หา​โปรแกรม​ Winamp
“parent directory ” Winamp -xxx -html -htm -php -shtml -opendivx -md5 -md5sums

03. ​กดปุ่ม​ค้น​หา​แล้ว​รอเลือกผลลัพธ์​ได้​เลย

**************
​ทีนี้​เรา​จะ​มาดู​กัน​ว่า​ ​นอก​จาก​การ​ใช้​คำ​ค้น​แบบธรรมดา​แล้ว​ ​เรา​ยัง​ใช้​เทคนิค​ใน​การ​ค้น​หา​เพื่อ​ให้​ได้​ข้อมูลที่ดี​ใน​ Google ​อย่างไร​??

การ​ใช้​เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์​ “+” ​และ​ “-”

ยกตัวอย่างเช่น​ “​เนคเทค​ -​คอมพิวเตอร์​แห่งชาติ​” ​จะ​เห็นว่า​เรา​ได้​ใช้​เครื่องหมายลบ​ “-” ​หน้าคำ​ว่าคอมพิวเตอร์​ ​ซึ่ง​กรณีนี้หมาย​ถึง​ ​การระบุคำ​ค้น​โดย​ให้​ตัดคำ​ที่มีคือคำ​ว่า​ “​คอมพิวเตอร์​แห่งชาติ​” ​ออกไปนั่นเอง​ ​การแสดงผลลัพธ์​จะ​อยู่​ใน​รูปแบบ​อื่น​ที่​เกี่ยว​เนื่อง​เฉพาะคำ​ “​เนคเทค​” ​และ​ส่วน​ต่างๆ​ที่​เกี่ยวข้อง

หรือ​อีกกรณี​ “​เนคเทค​ -​คอมพิวเตอร์​ +​ไวรัส​” ​เรา​ได้​เพิ่มคำ​ค้น​หา​ ​และ​เครื่องหมาย​ “+” ​ไว้​หน้าคำ​ว่า​ “​ไวรัส​” ​ก็​จะ​เป็น​การ​ค้น​หาข้อมูลที่​เกี่ยว​กับ​เนทเทค​และ​ไวรัส​ ​แต่​ถ้า​หากเรา​เอา​เครื่องหมาย​ “-” ​ออก​จาก​หน้าคำ​ “​คอมพิวเตอร์​” ​เป็น​ “​เนคเทค​ ​คอมพิวเตอร์​ +​ไวรัส​” ​เราก็​ได้​ผลลัพธ์อีกแบบหนึ่ง

ดัง​นั้น​จะ​เห็น​ได้​ว่า​ ​การ​ใช้​งานเครื่องหมาย​ “+” ​และ​ “-” ​ก็​ช่วย​ให้​เรา​ได้​ข้อมูลที่​เกี่ยวข้อง​ ​และ​ตัด​ส่วน​ที่​เรา​ไม่​ต้อง​การออกไป​ได้​เช่น​กัน

นอก​จาก​นี้​เรา​ยัง​ใช้​คำ​ต่อไปนี้​ช่วย​ใน​การ​ค้น​หา​ ​และ​เครื่องหมายต่างๆ​ได้​เช่น​กัน​ ​เช่น
​คำ​ว่า​ ​และ
​คำ​ว่า​ ​หรือ
​คำ​ว่า​ and
​คำ​ว่า​ or
​เครื่องหมายนขลิขิต​หรือ​วงเล็บ​ ( )
​อัญประกาศ​ ” ”
​จุลภาค​หรือ​จุดลูกน้ำ​ ,
​จุดคู่​ :
​อัฒภาค​หรือ​จุดครึ่ง​ ;
​เครื่องหมายบวก​ +
​เครื่องหมายลบ​ -
​เครื่องหมายคำ​ถาม​หรือ​ปรัศนี​ ?

ต่อไปเรา​จะ​มาดู​ถึง​การเน้นการ​ค้น​หา​แบบพิ​เศษ​ ​อาทิการ​ค้น​หา​เนื้อหาภาย​ใน​เว็บไซต์ที่​เรา​ต้อง​การ​ ​การ​ค้น​หาภาย​ใน​เว็บไซต์​นั้น​ ​เรา​สามารถ​ใช้​การ​ค้น​หา​โดย​มีการนำ​เครื่องหมายจุดคู่​ ( : ) ​เข้า​มา​เกี่ยวข้อง​ ​และ​คำ​ว่า​ “site” ​มารวม​อยู่

ใน​ที่นี้ของยกตัวอย่าง​ ​เช่น​ ​เรา​ต้อง​การ​ค้น​หาคำ​ว่า​ “windows” ​ใน​เว็บไซต์​ http://www.justuser.net/ ​หรือ​ใน​เว็บไซต์​ http://www.com-th.net/ ​เราก็​สามารถ​ทำ​ได้​ดังนี้

windows site:justuser.net ​หรือ
windows site:com-th.net

ผลลัพธ์ที่​เรา​จะ​ได้​ ​ก็​จะ​เกี่ยวข้อง​กับ​คำ​ว่า​ windows ​ซึ่ง​มี​อยู่​ภาย​ใน​เว็บไซต์ที่​เราระบุ​ไว้​หลังคำ​ว่า​ site: ​จะ​เห็น​ได้​ว่า​เรา​ใช้​การ​ค้น​หาคำ​เฉพาะ​ site ​และ​จุดคู่​ : ​นี้​ ​ช่วย​ให้​เราทำ​การ​ค้น​หา​เนื้อหาภาย​ใน​หน้า​เว็บไซต์ที่​ต้อง​การ

การ​ค้น​หา​โดย​การ​ใช้​เครื่องหมายวรรคตอน​ ​อันนี้ก็​เป็น​สิ่งจำ​เป็น​การ​ค้น​หา​ ​ซึ่ง​ช่วย​ให้​เรา​ได้​รับข้อมูลที่ดี​ ​ต่อไปนี้ขอยกตัวอย่างเกี่ยว​กับ​การหาข้อมูล​ซึ่ง​นักท่องอินเตอร์​เน็ตนิยม​ ​และ​เหล่ามือโปรแกรม​จะ​ชอบ​กัน​ ​เช่นการ​ค้น​หาซอฟทแวร์​และ​แหล่งดาวน์​โหลด​ ​การที่ดี​นั้น​ ​ควร​ใช้​การระบุคำ​ที่สั้นๆ​และ​ตรงเนื้อหามากที่สุด​ ​การ​ใช้​เครื่องหมายวรรคตอนต่างๆ​ใน​ที่นี้​ ​สามารถ​ทำ​การ​ค้น​หาประ​เภทนี้​ได้​เป็น​อย่างดี

ใน​ทีนี้ขอยกตัวอย่างการ​ค้น​หา​โปรแกรม​ ACDSee ​เช่นระบุ​ไปว่า​ ACDsee +:*.exe ;.rar ;.zip ​เป็น​ต้น​ ​และ​เรา​ยัง​สามารถ​ใช้​คำ​สำ​คัญ​และ​เน้น​ใน​การระบุ​นั้น​ ​โดย​ใช้​เครื่องหมายอัญประกาศ​ (” “) ​ดังตัวอย่างต่อไปนี้​ “ACDsee v6″ +:*.exe ;.rar ;.zip” ​ก็​จะ​เป็น​การแน้นว่าทักผลการ​ค้น​หา​ต้อง​มีคำ​ว่า​ “ACDsee v6″ ​นั่นเอง
ส่วน​เครื่องหมายที่มีการระบุ​ไป​ ​เช่น​ ​ดอกจัน​ ​ตรงนี้​จะ​เป็น​การบ่งบอก​ถึง​ความ​หมาย​ส่วน​ขยายของไฟล์​โปรแกรม​นั้น​เอง​ ​เช่น​ *.exe *.rar *.doc *.zip ​เป็น​ต้น
ที่มา​จาก​ http://ashitastudio.multiply.com/journal/item/37
ส่วน​ตัว​แล้ว
ชอบพิมพ์ชื่อเพลง​ ​หรือ​ ​ชื่อศิลปิน​ ​คู่​กับ​ ​เวปฝากไฟล์
​เช่น​ uploadtoday ​เป็น​ต้น​ ​ก็​เจอพอสมควรนะครับ

Thursday, November 15, 2007

ลมหายใจ

เตรียมตัวตายกันหรือยัง

มรณนุสติ
สำหรับผม
ผมยึดหลัก อปมาโท ไม่ประมาท ตามคำสอนเลยครับ
คิดดูดีดี....ช้าเร็ว เราทุกคนก็กำลังเดินไปสู่ความตายทั้งนั้น
เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ความตายนี้มาถึงเราแน่ในสักวัน
คุณรู้ไหมว่าวันนั้นคุณจะตาย
ถ้าคุณรู้ คุณอยากจะตายอย่างไร 
ตายในสภาพจิตพร้อม หรือขณะทุรนทุรายไม่อยากตาย
หรือจิตปนกิเลส
เป็นผมพร้อมได้ขนาดไหนก็ทำให้ได้ขนาดนั้น 
ที่ปฏิบัติมาก็เพื่อวินาทีไม่กี่วินาทีนี้แหละ
ปุบปับเกิดขึ้น ความตายมาถึงแล้ว 
สติคุณพร้อมมั้ย สมาธิทันมั้ย
ในหนึ่งอึดใจ คุณจะนิ่งพอไหม
ในเวลาเท่านั้น
คุณจะตั้งอยู่ในสมาธิในลำดับที่คุณฝึกมาได้หรือปล่าว
จิตพิจารณาทันไหม
คุณไม่รู้ และไม่มีโอกาสตั้งหลักง่ายๆหรอก
แต่ถ้าทุกวินาทีคุณชินอยุ่กับการรักษาสมาธิ รู้ตัว รู้ตื่น รู้ทัน
เวลาฉับพลันนั้นคุณก็พร้อมจะไป...
ผมไม่รู้จะกลัวความตายทำไม ในเมื่อเราหนีมันไม่พ้นยังไงก็เจอ
ถ้าทุรนทุราย คิดว่าไม่พร้อมจะตาย
มันจะช่วยอะไรได้ ถ้าจะต้องตาย
วินาทีนั้นสำคัญนะครับ
ฝึกมาดีเท่าไหนก็พลาดได้ ถ้าประมาท
มรณานุสติ หรือ อปมาโท เป็นอาวุธสุดท้ายที่เราจะต้องใช้ในเวลานั้นครับ